Saturday, May 12, 2012

วิตามินที่สำคัญต่อร่างกาย

วิตามินมีหลายชนิดในท้องตลาด มีประโยชน์ต่อร่างกายเยอะแยะมากมาย  แต่วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายมี ทั้งหมด 13 ชนิด ได้แก่ วิตามิน เอ , วิตามิน บี 1ม วิตามิน บี 2, วิตามิน บี 6, วิตามิน บี 12, ไนอะซิน กรดแพนโทเดอนิคม, กรดโฟลิค ,ไบโอติน , วิตามิน ซี, วิตามิน ดี ,วิตามิน อี และวิตามิน เค
วิตามินทั้งหลายที่กล่าวมาแล้วแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
  
 วิตามินที่ละลายในน้ำ

มี 9 ชนิด ดังนี้ , วิตามิน บี 1ม วิตามิน บี 2, วิตามิน บี 6, วิตามิน บี 12, แพนโทเดอนิคม,
กรดโฟลิค ,ไบโอติน , วิตามิน ซี, วิตามิน ดี  นอะซิน เป็นต้น การที่วิตามินละลายในน้ำได้ดีการสูญเสียวิตามินก็จะมีมากเช่นเดียวกัน  ดั้งนั้นผักผลไม้ที่มีวิตามินที่ละลายได้อยู่มากควรล้างด้วยความเร็ว เพื่อให้วิตามินต่างๆยังอยู่ครบ หากมีการรับประทานวิตามินเหล่านี้มากเกินไปร่างกายก็จะขับออกมาทางปัสสาวะ

 วิตามินที่ละลายในไขมัน

วิตามินที่ละลายในไขมันมีทั้งหมด 4 ชนิด คือ วิตามิน เอ  วิตามินดี วิตามิน อี วิตามิน เค วิตามินเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพมากหากรับประทานพร้อมอาหารที่มีไขมัน  เพราะไขมันจะช่วยในการทำละลาย  ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ดี  วิตามินเหล่านี้สามารถเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ หากร่างกายได้รับในปริมาณที่ต้องการ แต่หากร่างกายเก็บสะสมในปริมาณมากเกินไปก็จะเป็นโทษต่อร่างกายได้
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับวิตามิน
นอกจากที่กล่าวมา วิตามินแต่ละตัวยุงมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน  เช่น การสูญเสียวิตามิน  วิตามินเอจะสูญเสียได้ง่ายในสภาวะที่เป็นกรด  วิตามิน บี 1 บี 2 วิตามิน อี และวิตามิน ซี จะสูญเสียได้ง่ายในสภาวะที่เป็นด่าง  ส่วนวิตามิน เอ บี 1 ซี และ อี จะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ง่าย และที่สำคัญวิตามินทุกตัวไม่ทนต่อความร้อน ยกเว้น ไนอะซินเท่านั้น
       
สมัยนี้มีคนหันมารับประทานวิตามินกันมาก ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงร่างกาย  รักษาสิว  เพื่อความงาม บำรุงผิวพรรณ  เพื่อลดเรือนริ้วรอย เป็นต้น ควรมีการศึกษาให้รอบคอบก่อนรับประทาน  ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทาน

***วิตามินหากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะก็จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้ารับประทานในปริมาณมากเกินไปก็จะก่อโทษต่อร่างกายเช่นกัน  ****








ประโยชน์ของวิตามิน เอ

วิตามิน เอ
วิตามิน เอ มีประโยชน์ต่อดวงตามากที่สุด  ดังนั้นเราจึงทานอาหารที่มีวิตามินเอ เพื่อบำรุงสายตา นอกจากนี้ วิตามินเอก็มีประโยชน์ในความงามของเราอย่างมากเช่นกัน
วิตามิน เอ แบ่งเป็น 2 ชนิด
·       เรตินอล อยู่ในรูปของวิตามิน เอ โดยตรง
·       แคโรทีน เข้าสู่ร่างกายแล้วเปลี่ยนรูปเป็น โปรวิตามิน เอ  มีมากในแครอต
ประโยชน์ของวิตามิน เอ
·       ช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน (Night Blindness)
·       ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง
·       สร้างความต้านทานให้ระบบหายใจ
·       ช่วยสร้างภูมิชีวิตให้ดีขึ้น และทำให้หายป่วยเร็วขึ้น
·       ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดการอักเสบของสิว และช่วยลบจุดด่างดำ
·       ช่วยบรรเทาโรคเกี่ยวกับไทรอยด์คุณสมบัติของวิตามิน เอ
แหล่งอาหารที่มีวิตามิน เอ
อาหารที่มาจากเนื้อสัตว์เช่น นม ไข่ เนย ชีส พบมากในตับ วิตามิน เอ จำพวกแคโรทีน จะพบมากในผักผลไม้สีเหลือง ส้มเช่น แครอต ฟักทอง มะละกอ
อาการขาดวิตามิน เอ
ผิวหนังแห้งเป็นสะเก็ด เยื่อบุในตาแห้งมองเห็นไม่ชัดในเวลากลางคืน(ตาบอกกลางคืน) หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอดเลยก็ได้  **** ในกรณีที่ขาดนานๆ***
ข้อควรระวังในการใช้วิตามิน เอ
วิตามินเอมีประโยชน์เยอะก็จริง หากรับทานมากไปก็จะทำให้เกิดอันตรายได้  วิตามิน เอ ละลายในน้ำมัน หากรับประทานเกินที่ร่างกายต้องการจะเกิดผลข้างเคียงเช่น มีอาการคลื่นไส้เบื่ออาหาร ปวดหัว ส่วนหญิงที่กำลังมีครรภ์ ควรรับประทานวิตามินตามแพทย์สั่งเท่านั้นไม่ควรซื้อมารับประทานเอง
วิตามินเอที่มีขายในท้องตลาด
มีทั้งในรูปแบบของการกินและการ  ส่วนใหญ่ที่รู้จักกันดีใช้ในการรักษาสิว กระ ฝ้า บนใบหน้ายาทากลุ่มกรดวิตามินเอ หรือเรตินอยด์ (Topical retinoids) ในรูปยาทาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยขจัดปัญหาสิวอุดตันได้ เหมาะกับสิวเม็ดเล็ก เม็ดน้อยทั้งหัวขาวหัวดำที่กลาดเกลื่อนกระจายเต็มใบหน้าของคุณ มาทำความรู้จักเพื่อให้ใช้ยาตัวนี้ให้ได้ผลและปลอดภัยกันดีกว่า
ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ
ยาละลายสิวอุดตัน โดยกรดวิตามินเอจะซึมผ่านลงไปสู่รูขุมขน ทำให้เซลล์ผิวหนังในรูขุมขนหลวมตัว สิวอุดตันจึงหลุดออกมาง่ายขึ้น นอกจากนั้น กรดวิตามินเอ ทำให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วขึ้น สิ่งที่คั่งค้างอุดตันจึงหลุดลอกออกมาเร็ว และยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบอีกด้วย
ยาละลายสิวอุดตัน ใช้ทาวันละครั้ง ให้ทาทั่วใบหน้าก่อนนอนเนื่องจากทำให้ผิวหนังไวต่อแสง ยาทานี้ยังทำให้เกิดการเห่อของสิวภายใน 2-4 สัปดาห์หลังจากทายา ผู้ป่วยบางคนจึงหยุดยาก่อนที่จะเห็น ประสิทธิภาพของยาชัดเจน
ยาละลายสิวอุดตัน เช่น กรดวิตามินเอ ( Retinoid ) ใช้ทาวันละครั้ง ให้ทาทั่วใบหน้าก่อนนอนเนื่องจากทำให้ผิวหนังไวต่อแสง ยาทานี้ยังทำให้เกิดการเห่อของสิวภายใน 2-4 สัปดาห์หลังจากทายา ผู้ป่วยบางคนจึงหยุดยาก่อนที่จะเห็น ประสิทธิภาพของยาชัดเจน
ยาในกลุ่มกรดวิตามิน เอในรูปแบบยาทา เช่น Retin A ,stieva A , Panoxyl, Brevoxyl, Benzac,differin เป็นต้น
วิตามินเอ ในรูปแบบยารับประทาน
เรามาทำความรู้จักยา Isotretinoin หรือ ชื่อทางการค้า เช่น Roaccutane, Acnotin Isotretinoin เป็นกรดวิตามินเอชนิดหนึ่งใช้ รักษาสิว ที่เป็นมากและรุนแรง ดื้อต่อการรักษาด้วยยาชนิดอื่นแล้ว ลักษณะเม็ดยาเป็นแคปซูลลูกรักบี้ มีขนาด 10 และ 20mg ผลดี คือ สิว หายได้ค่อนข้างสมบูรณ์ กลไกการออกฤทธิ์ของยาIsotretinoin
ผลข้างเคียงของ Roaccuta
·       ปากแห้ง ผิวหนังแห้ง ตาแห้ง จมูกแห้ง พบเกือบทุกราย
·       ผิวหน้าร้อนแดง ผิวหนังอักเสบ ผิวคล้ำขึ้นและไวต่อแสง มีตุ่มคัน ตุ่มหนอง เนื้อ

**ยานี้ไม่ควรซื้อรับประทานเองควรรับประทานตามคำสั่งของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น  หากมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ควรหยุดยาและรีบไปพบแพทย์**













Friday, May 4, 2012

Gentle YAG Laser กำจัดขนถาวร

 การกำจัดขนถาวร 
ปัญหาการกำจัดขน ( โกนขน ถอนขน การใช้ครีม แว็กซ์) ที่ต้องทำบ่อยๆทุกวันสร้างความรำคาญให้แก่สาวๆในสมัยนี้อย่างมาก ซ้ำยังทำให้เกิดรอยคล้ำ จุดด่างดำ รูขุมขนกว้าง ขนคุด ปัญหาต่างๆเหล่านี้จะหมดไปด้วยการกำจัดขนถาวรด้วยเลเซอร์ Gentle YAG เป็น เลเซอร์กำจัดขนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผิวชาวเอเชีย เติมความมั่นใจใต้วงแขน ผิวหน้า หน้าแข้ง ขนขาและทุกส่วนในร่างกายให้เรียบเนียนสวยไร้ขนที่กวนใจ
การกำจัดขนถาวรในอดีตใช้วิธีการจี้เส้นขนทีละเส้นด้วยไฟฟ้า ( Electrolysis ) ซึ่งวิธีนี้สร้างความเจ็บปวดให้คนรับบริการอยากมาก ซ้ำยังใช้เวลาในการทำนานเช่นกัน  การจำจัดขนในอดีตต้องอาศัยความอดทนเป็นอย่างสูง  แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนานำเทคโนโลยีโดยการใช้เลเซอร์มาช่วยในการกำจัดขนซึ่งสามารถกำจัดขนได้คราวละมากๆ  ใช้เวลาไม่นานในการทำ และไม่เจ็บปวดมากเหมือนก่อน สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย ทุกตำแหน่งที่มีขนที่คุณไม่ต้องการ
การเตรียมตัวก่อนการทำเลเซอร์ Gentle YAG
Gentle YAG เป็นเลเซอร์ในกลุ่มที่ไม่ทำให้เกิดแผลหลังการรักษาจึงไม่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษแต่อย่างใด ควรงดการแวกซ์ขนก่อนการทำ 2 สัปดาห์ เพื่อที่คุณหมอจะได้ดูขนาดเส้นและจะได้ปรับพลังงานให้เหมาะกับสภาพเส้นขน
 การทำงานของเครื่อง gentle laser
1.     พลังงานจากแสงเลเซอร์จะถูกดูดซึมโดยเม็ดสีเมลานิลในต่อมขน พลังงานที่ถูกดูดซึมนี้เองจะไปทำลายเซลล์รากขนที่อยู่รอบๆ เมื่อเซลล์รากขนถูกทำลายเส้นขนก็จะหลุดร่วงไปและไม่ขึ้นใหม่
2.      พลังงานแสงจาก Gentle YAG ถูกออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับคนผิวเหลือง ผิวคล้ำและสามารถปรับพลังงานให้เหมาะกับสภาพผิว  การไหม้ รอยด่างดำที่พบบ่อยหลังการทำ IPL จะไม่พบใน Gentle YAG
ระยะเวลาในการทำเลเซอร์
ระยะเวลาการทำเลเซอร์ขึ้นอยู่กับบริเวณที่จะทำ ขนใต้วงแขน 1-2 นาที หนวด 10 วินาที ขนบนใบหน้า 5-7 นาที ขนหน้าแข้ง 30 นาที หากเปรียบเทียบกับการใช้เข็มไฟฟ้าเลเซอร์จะเร็วกว่า 20-30 เท่า
เนื่องจากเส้นขนแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะเจริญเติบโต ( anagen phase ) และระยะพักตัว ( telogen phase ) แสงจากเลเซอร์จะไปทำลายเฉพาะขนในระยะเจริญเติบโตเท่านั้นดังนั้น การกำจัดขนด้วยเลเซอร์จึงต้องทำอย่างน้อย 5 ครั้งเพื่อสามารถกำจัดขนได้หมด
ขณะเลเซอร์กำจัดขน
ความเจ็บขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความรู้สึกของแต่ละคน ส่วนใหญ่จะบอกว่าความรู้สึกคล้ายหนังสติ้กดีดใส่  สามารถทนได้เมื่อเทียบกับผลที่ได้รับ สำหรับคนที่sensitive มาก สามารถแก้ได้โดยการทายาชาก่อนทำประมาณ 45 นาที เพื่อลดความเจ็บปวดในการทำ และหลังทำอาจมีตุ่มแดงๆตามรุขุมขนอาจแก้โดยการทายาDiprotop เพื่อลดอาการบวม
ผลข้างเคียงในการทำเลเซอร์
หลังการยิงเลเซอร์ จะมีรอยแดงชมพูบนผิวหนังบริเวณรูขุมขนและจะหายไปภายใน1-2 ชม. ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงเช่น รอยไหม้ แผลพุพอง สะเก็ดแผล พบน้อยมาก
ผลที่ได้จากการทำเลเซอร์
เลเซอร์จะทำให้เส้นขนในระยะเจริญเติบโตหายไป  โดยเส้นขนจะเริ่มหลุดร่วงภายใน 2 สัปดาห์ เส้นขนส่วนน้อยอาจกลับมางอกใหม่แต่เส้นขนจะบางลง เส้นเล็กลง และงอกช้าลงมาก ซึ่งต่างจากการถอนหรือโกนที่เส้นขนที่เส้นขนใหม่จะใหญ่และงอกเร็วขึ้น
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ Gentle Yag laser
เครื่อง  Gentle Yag laser มันมีความสามารถหลายด้านที่เดียวคือ สามารถกำจัดขนได้  เป็น Light Laser ทำให้หน้าใสได้ด้วย และสุดท้ายสามารถกำจัดเส้นเลือดขอดเส้นเล็กๆได้ ดั้งนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีคนไปทำหน้าใส กำจัดขน กำจัดเส้นเลือดขอดด้วยเลเซอร์ตัวเดียวกัน

    

Thursday, May 3, 2012

การใช้ยาที่ถูกวิธี

  ภาพโดย : women.thaiza.com
ยาทาสำหรับผิวหนังมีหลายชนิดมาก ไปหาหมอทีก็ได้มาหลายอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นยาทาก่อนล้างหน้า ทาก่อนนอน ยาลบริ้วรอย ยาทารอยดำ  กว่าจะได้นอนในแต่ละวัน กว่าจะมีใบหน้าที่สวยใสมันต้องอดทนเพราะ ผู้หญิงทนได้เพื่อความสวย  การทายาเริ่มต้นที่ยาน้ำ โลชั่น ลงท้ายด้วยยาขี้ผึ้ง
โลชั่น ( Lotion )
1.      โลชั่นใส (Clear lotion) เป็นน้ำใส เพราะตัวยาหลักละลายได้ดีในของเหลว เช่น  Scalp lotion , TA clear lotion
2.      แป้งน้ำ (Shake lotion ) เป็นผงสารละลายแขวนตะกอนในของเหลว เช่น Calamine lotion ตัวยาจะไม่ละลายอยู่ในของเหลว จึงต้องเขย่าขวดก่อนใช้ยา เมื่อทายาแล้วน้ำจะระเหยออก  สำหรับใช้ทาสิวคนที่ผิวแห้งไม่ควรทาแป้งน้ำจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น
3.      โลชั่นน้ำนม (milk lotion) เป็นน้ำผสมกับน้ำมันโดยใช้สารลดแรงตึงผิว ช่วยทำให้น้ำรวมกับ   น้ำมันได้ มีลักษณะเป็นครีมเหลว บรรจุใส่ขวดได้
ครีม ( Cream )
 มีส่วนผสมของน้ำกับน้ำมัน เติมสารลดแรงตึงผิวและมีส่วนผสมอื่นเพื่อให้เนื้อครีมคงตัว เช่น สารลดแรงประจุ สารกันหืน สี กลิ่น และสารกันบูด ครีมแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ครีมชนิดน้ำมันเป็นส่วนผสมหลัก เช่น Cold cream เมื่อทาผิวจะมันเหมาะสำหรับผิวแห้งมาก และครีมชนิดที่มีน้ำเป็นส่วนผสมหลัก ครีมนี้ไม่มันและน่าใช้
 เจล ( Gel )
 เป็นผงสารเมื่อละลายในของเหลวจะเปลี่ยนเป็นวุ้น ไม่มีสี เมื่อทาเจลน้ำหรือของเหลวจะค่อยระเหยออกเหลือเป็นแผ่นยาเคลือบผิวหนัง ไม่เหนอะหนะ ล้างออกง่าย
 ขี้ผึ้ง ( Ointment )
 มีน้ำมันหรือไขมันเป็นส่วนประกอบ เมื่อทาแล้วจะเคลือบผิวหนังไม่ให้น้ำระเหยออกมาจากผิวหนัง ช่วยให้ผิวนุ่มและชุ่มชื้น และช่วยเพิ่มการดูดซึมตัวยาด้วย ขี้ผึ้งจะไม่ผสมสารกันบูดจึงแพ้น้อย ข
วิธีทายา
1.ครีมบำรุงผิวหรือโลชั่นให้ความชุ่มชื้น ให้ทาหลังอาบน้ำเป็นอันดับแรก
2. ยาที่เป็นโลชั่นควรทาก่อนยาที่เป็นครีมและเจล ตามด้วยขี้ผึ้งเป็นอันดับสุดท้าย
3. การทายาบำรุงผิวหรือยาให้ความชุ่มชื้น มักทาได้ทั่วไปตามร่างกาย และ สามารถทาบริเวณกว้างได้ การทายาที่ถูกวิธีควรทาจากบนลงล่างหรือทายา ตามแนวเส้นขน การทาย้อนแนวเส้นขนอาจทำให้รูขุมขนอักเสบได้ 
**สำหรับสาวๆที่ต้องแต่งหน้าควรทายาตามลำดับตามที่หมอสั่งแล้วตามด้วยรองพื้นหรือ BB กันแดด ลงแป้งแต่งหน้าได้เลย**
การดูดซึมของยาทา
1. การดูดซึมของยาผ่านผิวหนังแตกต่างกันตามส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อเรียงความสามารถดูดซึมของยาตามลำดับจากมากไปน้อยคือ เยื่อบุช่องปาก ผิวหนังหุ้มอัณฑะ หนังตา ผิวหน้า หน้าอก หลัง ต้นแขนต้นขา แขนและขา หลังมือและเท้า ฝ่ามือฝ่าเท้า และบริเวณโคนเล็บจะดูดซึมต่ำสุด การดูดซึมจะเพิ่มขึ้นในบริเวณข้อพับและหนังศีรษะ
2. ลักษณะของผิวหนัง ผิวหนังที่มีรอยโรคหรือรอยถลอก การดูดซึมของยาเข้าผิวหนังจะมากกว่าปกติ การทำให้ผิวหนังเปียกน้ำประมาณ 5 นาที จะทำให้การดูดซึมของยาเข้าผิวหนังเพิ่มขึ้น 5 เท่า
3. ปริมาณยาที่ทาไม่จำเป็นต้องทาให้หนา ควรทาบางๆและนวดจนยากลืนเข้าไปในผิวหนัง เพราะยาที่อยู่ติดผิวเท่านั้นที่ดูดซึมได้ (ครีม 1 กรัมควรทาผิวหนังได้บริเวณกว้างประมาณ 10 x 10 ซม.หรือประมาณ 1 ฝ่ามือ )
4. จำนวนครั้งของการทายา ทายาตามแพทย์สั่ง ไม่ควรทาบ่อยๆ โดยเฉพาะยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์
วีธีการเก็บรักษายา
โดยทั่วไปจะระบุไว้ที่สลากยาอยู่แล้ว ถ้าไม่ระบุควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง ยาที่ควรเก็บไว้ในตู้เย็นส่วนใหญ่เป็นยาจำพวกวิตามิน A ยาทารอยดำ ยาทาฝ้า ควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 2-8องศา อย่าปล่อยให้โดนแสงแดดหรือเก็บยาในที่มีความชื้นสูงเพราะจะทำให้ยาเสื่อมสภาพได้
ครีมหรือขี้ผึ้งให้สังเกตการแยกชั้นของตัวยาหรือการหดตัวของครีมหรือจุดด่างดำที่ เนื้อครีม ควรหยุดใช้ยาเพื่อป้องกันผลข้างเคียง
ยาน้ำ ถ้ามีการตกตะกอนหรือความสม่ำเสมอของยาไม่เท่ากัน มีการแยกชั้น ซึ่งเขย่าแล้วยาไม่เข้ากันควรหยุดใช้ทันที
ควรสังเกตยาหมดอายุ โดยดูวันที่ ที่ผลิตและวันหมดอายุ ถ้าไม่ระบุไว้ใช้หลักเกณฑ์ดังนี้
-ยาน้ำ มักมีอายุ 3 ปีนับจากวันที่ผลิตหรือวันที่ได้รับยาจากแพทย์
 - ครีมหรือขี้ผึ้ง มักมีอายุ 2 ปี นับจากวันที่ผลิตหรือวันที่ได้รับยาจากแพทย์
**หากยามีลักษณะสีเปลี่ยนควรหยุดใช้ทันที**
**หากใช้ยาแล้วมีอาการผื่นคันแสบบวมแดงควรหยุดยาแล้วไปพบแพทย์ทันที**

Thursday, April 26, 2012

ประโยชน์ของธาตุสังกะสี Zinc

                                                                                                                                           ภาพโดย: amazon.com
        Zinc (ธาตุสังกะสี) เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ตามปกติสังกะสี เป็นแร่ธาตุที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยแต่ไม่สามารถขาดได้ พบมากในผม เล็บ อัณฑะ กระดูก กล้ามเนื้อและ ตับ เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 300 ชนิด เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานได้ปกติ นอกจากนี้ยัง ช่วยรักษาความสมบูรณ์ของโครงสร้างเล็บ ผมและผิวหนัง
    
           แหล่งอาหารที่สำคัญของ zinc(ธาตุสังกะสี) : หอยนางรม เนื้อสัตว์ อาหารทะเล จมูกถั่วเหลือง ไข่แดง ธัญพืชและถั่วต่าง ๆ
           ประโยชน์ของ Zinc(ธาตุสังกะสี)
1.      ช่วยบำรุงในเรื่องของเล็บ ผม เป็นหลัก ซึ่งเมื่อทานแล้ว จะช่วยให้ผม เล็บ แข็งแรงขึ้น
2.      ช่วยการรักษาสมดุลของการผลิตฮอร์โมนชนิดนี้ รวมถึงการควบคุมการผลิตน้ำมันบริเวณต่อมน้ำมันใต้ผิวหนังให้เป็นปกติ นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่า ด้วยคุณสมบัติของการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและภูมิคุ้มกันของธาตุสังกะสีจึงสามารถต่อต้านแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย
3.      ช่วยควบคุมการทำงานของอินซูลิน ในร่างกายได้ดีขึ้น ทำให้การเปลี่ยนแปลงน้ำตาลในกระแสเลือดมาเป็นพลังงานได้มาก
4.       ช่วยกระตุ้นการทำงานของ T - Lymphocyte ซึ่ง T-Lymphocyte เป็นส่วนประกองที่อยู่ในเม็ดเลือดขาวสำหรับการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย มีบทบาทต่อภูมิคุ้มกันในร่างกาย
5.      ช่วยให้เซลล์จับกับวิตามิน A ได้ดีขึ้นและเซลล์สามารถนำวิตามิน A ไปใช้ได้ดีขึ้น รวมถึงเซลล์บริเวณประสาท ซึ่งวิตามิน A เป็นวิตามินที่ช่วยบำรุงสายตา
6.      ช่วยควบคุมในการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายได้ดีขึ้น
7.      ช่วยสร้างกรดนิวคลีอิค ซึ่งเป็นกรดที่ช่วยสร้างเซลล์ใหม่จึงช่วยให้แผลผ่าตัดหายเร็วขึ้น รวมถึงแผลที่อักเสบเรื้อรังมานานให้หายเร็วขึ้น
8.      ช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัด

 อาการบ่งบอกว่าขาดZinc (แร่ธาตุสังกะสี)
   • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
   • บาดแผลหายช้า
   • สูญเสียการรับรู้กลิ่นและรส
   • ผิวหนังอักเสบ เป็นสิว
  •เล็บเป็นจุดขาว
           วิธีการทาน
ควรทานหลังอาหารเช้าเพราะจะทำให้รางกายดูดซึมแร่ธาตุได้ดี  ไม่ควรทานก่อนนอน เพราะขณะนั้นเป็นช่วงที่ท้องว่าง หากทานเข้าไปการดูดซึมจะมีน้อยทำให้Zinc มีประสิทธิภาพต่ำ
           คำแนะนำ
การเลือกซื้อ Zinc (ธาตุสังกะสี)ต้องเป็นแร่ธาตุสังกะสีในรูปแบบที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ดี ไม่เหลือปริมาณตกค้างจนก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับระบบทางเดินอาหาร รวมถึงต้องยังคงรักษาไว้ซึ่งประสิทธิภาพที่ร่างกายควรจะได้รับ ซึ่งรูปแบบที่ดีคือ รูปแบบที่เรียกว่า ซิงค์ อะมิโน แอซิด คีเลต (Zinc Amino Acid Chelate)”
อะมิโน แอซิด คีเลต (Amino Acid Chelate) คือ รูปแบบของการจับกันระหว่างโลหะ (แร่ธาตุ) กับกรดอะมิโน เพื่อทำหน้าที่ในการนำโลหะเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งผลดีที่ได้รับจากการที่มีแร่ธาตุอยู่ในรูปแบบนี้คือ ทำให้มีการดูดซึมอย่างรวดเร็วพร้อมกับได้รับปริมาณแร่ธาตุที่ครบถ้วนและไม่เหลือการตกค้างของโลหะดังกล่าว
*** Zine เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยแต่ขาดไม่ได้ ดังนั้นควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะหรือภายใต้คำแนะนำของแพทย์***

Sunday, April 22, 2012

Fraxel laser

 Fraxel Laser ลบรอยแผลเป็น Fraxel Laser ลบรอยสิว
                                        


 Fraxel Laser เป็นเลเซอร์ Gold Standard เครื่องเดียวและเครื่องแรกโดยใช้หลักการ Fractional Photothermolysis ที่ใช้ในการ รักษาฝ้า จุดด่างดำ รักษาริ้วรอย รอยแผลเป็นจากสิว รอยแผลเป็นจากการผ่าตัดและซ่อมแซมผิวหนังที่ปลอดภัย และทันสมัย 
ขั้นตอนการทำงานของFraxel  Laser
หลักการของ  Fraxel laser คือ การปล่อยคลื่นแสงในช่วง mid infrared ลงไปใต้ผิวเป็นจุดเล็กมากๆนับพันจุด ต่อตารางเซนติเมตร อีกทั้งสามารถปรับระดับการรักษาให้เป็นเปอร์เซนต์ครอบคลุมต่อพื้นที่ เพื่อลดอาการบวมแดง ลดผลข้างเคียงต่างๆ อีกทั้งยังให้ความรู้สึกที่อ่อนโยนกว่าเดิมอีกด้วย คลื่นแสงจะลงไปยังบริเวณผิวหนังในระดับที่พอดีกับ การสร้างเซลล์ผิวใหม่ เช่น หากต้องการรักษาฝ้า จุดด่างดำ ก็จะปล่อยแสงลงไปใต้ผิวหนังระดับตื้น แต่หากต้องการรักษา แผลเป็นจากสิว หรือริ้วรอยเหี่ยวย่น ก็จะต้องปล่อยแสงลงไปในระดับลึกถึงชั้นโครงสร้างคอลลาเจน โดย Fraxel laser สามารถส่งผ่านแสงเลเซอร์ลงไปลึกถึง 1400 ไมครอน โดยแพทย์จะเป็นผู้เลือกว่าการรักษาแบบต่างๆควรจะให้แสงเลเซอร์ ลงไปลึกสู่ผิวลึกแค่ไหน เมื่อแสงสัมผัสกับผิวจะเกิดประกฎการณ์ Fractional Photothermolysis ขึ้นและ ณ ตำแหน่งนั้นเอง เซลล์เก่าจะแปลสภาพเป็นเซลล์ที่ตายไป ซึ่งจะถูกผลักให้หลุดออกไปภายใน 1-2 สัปดาห์ และมีเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่
ปัญหาแก้ไขด้วยFraxel leser
ริ้วรอยเหี่ยวย่นต่างๆทุกบริเวณ
ฝ้า จุดด่างดำ และสภาพผิวที่เสื่อมโทรมตามวัย ทุกบริเวณทั่วร่างกาย
รอยแผลเป็นจากสิว รอยแผลเป็นจากการผ่าตัด
รูขุมขนกว้าง
ผิวหน้าหยาบกร้านไม่เรียบเนียน
การสร้างผิวใหม่ (Resurfacing)
นอกจากนี้ยังสามารถใช้รักษาปัญหาผิวแตกลาย ได้ดีมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน
การเตรียมตัวก่อนทำ Fraxel laser
1.งดใช้ยาในกลุ่มวิตมิน A เช่น Glycolic acid and Retin A เป็นต้น
2.ทายาก่อนทำ Fraxel ก่อน 45 นาที
3.ทำความสะอาดผิวบริเวณที่ทำ Fraxel laser ให้สะอาด
ขณะทำการรักษาด้วย Fraxel laser
จะรู้สึกแสบร้อนๆในบริเวณที่ทำการรักษา และจะได้ยินเสียงการทำงานของดังตลอด ในการทำจะต้องทำหลายรอบ รอบแรกๆจะยังไม่รู้สึกแสบร้อนมาก แต่รอยหลังๆจะรู้สึกแสบร้อนมาก ในขณะทำจะมีการเป่าลมเย็นด้วย หลังการทำจะต้องเป่าลมเย็นบริเวณที่ทำอย่างน้อย 30 นาที ผิวบริเวรที่ทำจะมีอาการแดงบวมอยู่ประมาณ 8 ชั่วโมง
คำแนะนำสำหรับการทำ Fraxel laser
อาการที่สามารถเกิดขึ้นได้หลังทำการรักษา หลังทำการรักษาด้วย Fraxel อาจมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้น โดยระยะเวลาและระดับอาการของผลข้างเคียงขึ้นอยู่กับระดับพลังงานที่ใช้ในการรักษาและกระบวนการซ่อมแซมของผิวหนัง ในแต่ละบุคคล โดยปรกติผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยพลังงานที่สูงมักจะมีระยะเวลาของการเกิดผลข้างเคียงที่นานกว่า และในบางรายอาจมีอาการไข้เกิดขึ้น โปรดแจ้งแก่แพทย์ผู้ทำการรักษาหากผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกลายเป็นปัญหาสำหรับคนไข้
1.Swelling : อาการบวมมักเกิดขึ้นในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นหลังจากทำการรักษา  โดยเฉพาะบริเวณใต้ดวงตาปรกติจะคงอยู่ประมาณ 2-3 วันเพื่อลดอาการดังกล่าวสามารถทำตามขั้นตอนดังนี้
หลังทำการรักษาให้ประคบเย็นบริเวณที่ทำการรักษาเป็นระยะเวลา 10 นาที ทุกๆ1 ชม.  จนกระทั้งเข้านอน
ในคืนแรกหลังทำการรักษาให้นอนศีรษะสูง
2.Redness : โดยทั้งไปอาการผิวหน้าแดง มักเกิดในสัปดาห์แรกหลังทำการรักษา แต่บางครั้งอาการผิวหน้าแดงเล็กน้อยอาจยังคงอยู่มากกว่า 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยสามารถแต่งหน้าลบเลือนรอยแดงได้ตามปรกติ
3.Dry skin : อาจมีอาการผิวแห้ง ผิวเป้นขลุ่ย หรือเป็นสะเก็ด หรือมีอาการคล้ายผิวหน้าสาก ๆประมาณ 2-3วันซึ่งอาการดังกล่าวเกิดจากกระบวนการผลัดเซลล์ขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนเซลล์ผิวเดิม
4.Bronzing , Crusting and Small Dark Dots : การรักษาด้วย Fraxel leser จะมีการทำลายผิวเป็นลักษณะทรงกระบอกแทงลงที่ผิวในลักษณะกระจายกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาจทำให้ผิวบริเวณที่ทำการรักษามีสีคล้ำขึ้นหรือที่เรียกว่าปฏิกิริยา MENDs หรือในบางรายที่ใช้พลังงานในการรักษาสูง อาจมองเห็นที่ผิวชัดเจนขึ้นว่าเป็นจุดเล็กๆสีดำ โดยปรกติหากเป้นบริเวณผิวหน้ามักจะหายไปภายใน 7-10 วันหากเป้นบริเวณร่างกายอาจอาจใช้เวลานานสุดประมาณ 3 สัปดาห์อาการดังกล่าวจึงหายไป
5.Raw Skin : หลังทำการรักษาในระยะเวลาของการผลัดเซลล์ผิว ควรใช้ครีมชุ่มชื้น เช่น Aquaphor หรือ Bacitracin หรืออื่นๆห้ามแกะผิวที่เป็นสะเก็ด ควรให้มีการผลัดผิวตามกระบวนการปรกติเพียงใช้ครีมชุ่มชื้นตลอดระยะเวลาของการผลัดเซลล์ผิวใหม่ก็เพียงพอ
การปฏิบัติตัวก่อน-หลัง
• Skin Care Product : ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ในสัปดาห์แรกหลังทำการรักษา ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระคายผิวและไม่อุดตัน ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน อาทิเช่น Aveeno , Dove , Neutrogena and Cetaphil
• Sunscreen : ควรใช้ครีมกันแดดที่ SPF มากกว่า 30 และครอบคลุมทั้ง UVA และ UVB ควรทาครีมก่อนออกจากบ้านประมาณ 20 นาที และหากอยู่ในที่แจ้งควรทาซ้ำ ทุกๆ 2 ชั่วโมงและหากอยู่กลางแดดควรสวมหมวก หรือเสื้อผ้าที่ปกคลุมบริเวณที่ทำการรักษา
• Moisturizer : ควรทาครีมชุ่มชื้นที่ไม่ระคายเคืองและไม่อุดตัน บริเวณที่ทำการรักษา ตลอดระยะเวลาของการรักษา เพื่อให้ได้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวที่สมบูรณ์ที่สุด
• Scrubs , Toners , Glycolic acid and Retin A : ในระยะสัปดาห์แรกของการรักษาผิวจะค่อนข้างบอบบางและระคายเคืองง่าย ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้
• Bleaching Cream : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในระยะหลังทำการรักษา ควรรอให้ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนก่อนประมาณ 3 สัปดาห์ หมั่นสังเกตผิวใหม่ที่ขึ้นมาทดแทนผิวเดิม  หากคนไข้มีประวัติการเป็น Cold Sores ให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการดูแลผิว